มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทยและทั่วโลก สถิติล่าสุดพบว่า 1 ใน 8 ของผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงชีวิต แต่ข่าวดีคือ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น โอกาสรักษาให้หายขาดมีสูงถึงกว่า 90% ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจึงมีความสำคัญ เพราะหากตรวจมะเร็งเต้านมพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมช่วยให้มีโอกาสรักษาให้หายได้ และวิธีการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองโดยการตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองก็ยังเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและได้ผลดีอยู่ ดังนั้นการสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของเต้านมควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตดังนี้

อาการมะเร็งเต้านมที่พบบ่อย

  • คลำพบก้อนที่เต้านม
  • สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่างของเต้านมหรือไม่
  • สังเกตว่ามีการผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัวหรือมีความหนาผิดปกติหรือไม่
  • สังเกตหัวนมว่ามีการหดตัว คัน หรือมีผื่นแดงผิดปกติหรือไม่
  • สังเกตว่ามีเลือด หรือของเหลวไหลออกจากหัวนมหรือไม่

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ เมื่อคลำพบก้อนในเต้านมอย่าเพิ่งตกใจเพราะก้อนส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกตินั้นต่อไป

การตรวจเต้านมสามารถทำได้ 3 ท่า คือ ยืนหน้ากระจก – ขณะอาบน้ำ – นอนราบ

  1. ยืนหน้ากระจก

ถอดเสื้อชั้นใน แล้วยืนหน้ากระจก สังเกตขนาด รูปร่าง สีผิวเต้านม และหัวนมว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น บิดเบี้ยว หดรั้ง มีรอยบุ๋ม หรือมีน้ำ/เลือดไหลออกจากหัวนม

  • ขณะอาบน้ำ

ใช้นิ้วมือคลำรอบ ๆ เต้านม โดยใช้ปลายนิ้ว 3 นิ้ว กดเบา ๆ เป็นวงกลม ไล่จากด้านนอกเข้ามาหาหัวนม ตรวจทั้งเต้านมซ้ายและขวา รวมถึงรักแร้

  • ขณะนอนราบ

นอนหงาย วางหมอนเล็ก ๆ รองไหล่ด้านที่จะตรวจ ใช้มืออีกข้างคลำเต้านมเหมือนขั้นตอนขณะอาบน้ำ ตรวจดูว่ามีก้อนแข็ง หรือความผิดปกติหรือไม่ หากพบอาการผิดปกติ เช่น คลำได้ก้อน มีรอยบุ๋มที่ผิวหนัง หัวนมบอดหรือมีเลือดออก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติมทันที

การตรวจมะเร็งเต้านมทางการแพทย์

ถึงแม้ว่าการตรวจด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่ควรละเลยการตรวจโดยแพทย์ เพราะมีเครื่องมือและเทคนิคที่ช่วยตรวจหาความผิดปกติได้แม่นยำกว่า

  • การตรวจโดยแพทย์ (Clinical Breast Examination)

แพทย์จะตรวจคลำเต้านมและรักแร้ เพื่อหาก้อนหรือสิ่งผิดปกติ โดยวิธีนี้เหมาะสำหรับการตรวจสุขภาพประจำปี และเป็นขั้นตอนแรกก่อนเข้าสู่การตรวจเพิ่มเติมที่ซับซ้อนขึ้น

  • การตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์

มีหลายวิธีที่แพทย์เลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น

  1. แมมโมแกรม (Mammogram) : การเอกซเรย์เต้านม เป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยตรวจหาก้อนเล็ก ๆ ที่ยังไม่สามารถคลำเจอได้
  2. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) : มักใช้ร่วมกับแมมโมแกรม โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น
  3. MRI เต้านม :  ใช้ตรวจหาความผิดปกติที่ละเอียดมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีผลตรวจไม่ชัดเจน

แพทย์จะแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปตรวจแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง และหากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรเริ่มตรวจเร็วกว่านี้

เคล็ดลับดูแลตัวเองให้ห่างไกลมะเร็งเต้านม

ตรวจร่างกายอย่างเป็นประจำ สม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และธัญพืช
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

ทั้งนี้การตรวจมะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด การรู้จักตรวจด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะการตรวจพบเร็ว ก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้สูง

วิธีเหนียงลดแบบธรรมชาติ

1. ดื่มน้ำมากๆ เมื่อบริโภคโซเดียมในปริมาณมากๆ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อโซเดียมเราจะรู้สึกกระหายน้ำและเมื่อดื่มน้ำเข้าไป ร่างกายจะดูดซึมน้ำเข้าสู่ผิวหนังแทนที่จะขับออกทางเหงื่อ หรือปัสสาวะ ดังนั้นการดื่มน้ำควรดื่มวันละ 2 – 3 ลิตร เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญและขับโซเดียมออกมาได้มีประสิทธิภาพและไม่ตกค้างในร่างกาย

2 . การนวดหน้าและลำคออยู่เป็นประจำ การนวดหน้าและลำคอจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลดการสะสมไขมันบริเวณใต้คางและลำคอได้ โดยสามารถใช้ร่วมกับน้ำมันที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันองุ่น น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันอัลมอนด์ ฯลฯ ขึ้นอยู่กับความชอบและความเข้ากันได้ของแต่ละบุคคล และควรนวดอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำ

3 . การควบคุมอาหาร การหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทก็เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อเราต้องการที่จะลดเหนียง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งขัดสี อาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง นอกจากจะทำให้มีไขมันส่วนเกินแล้วยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักเกิน เสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ควรปรับโปรและไฟเบอร์เพิ่ม เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว ผัก และผลไม้

4 . การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ลดการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ การเลือกหมอนที่พอดีกับผู้ใช้ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป การเคี้ยวข้าวให้ละเอียดขึ้นจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกล้ามและลำคอได้ออกกำลังกายทำให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังดีต่อระบบย่อยของร่างกาย

วิธีลดเหนียงด้วยการทำหัตถกรรมหรือการใช้นวัตกรรมทางการแพทย์

1 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Morpheus Pro เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้พลังงานความถี่ของคลื่นวิทยุสามารถปรับระดับความลึกของชั้นผิวที่ต้องการด้วย Multi – Layer Technology และปรับความลึกของผิวได้ตั้งแต่ 1 – 7 mm และผลลัพธ์ของการทำ Morpheus Pro มีมากกว่าการลดเหนียง นั่นคือ ทำให้ผิวตึงกระชับ แก้ผิวหย่อนคล้อย กระตุ้นคอลลาเจน นอกจากนี้ยังสามารถแก้ปัญหาหลุมสิวได้อีกด้วย

2 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Hifu เป็นวิธีลดเหนียงด้วยการใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวนด์แบบ High Intensity Focus Ultrasound โดยการยิงเข้าไปที่ใต้ค้างเพื่อทำให้ชั้นไขมันเกิดการหดตัว หลังทำไขมันบริเวณใต้ค้างจะลดลง รวมถึงไขมันบริเวณแก้มลดลงทำให้รูปหน้าชัดขึ้นโดยไม่ต้องดูดไขมัน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว

3 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Exilis Ultra 360 คือ เทคโนโลยีการลดเหนียงด้วยคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ที่ปล่อยพลังงานรอบทิศ 360 องศาและพลังงานคลื่นเสียง (Ultrasound) จุดเด่นคือสามารถกระตุ้นการลดไขมันพร้อมกับการยกกระชับผิวโดยการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินภายใต้ชั้นผิวหนัง ใช้เวลาในการทำไม่นาน

4 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Thermage FLX เป็นการทำงานโดยการส่งพลังงานความร้อนแบบคลื่นวิทยุความร้อนสูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ส่งลงไปในผิวหนังแบบวงกว้าง ลงลึกถึงโครงสร้างชั้นผิวหนัง 3 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมัน ทำให้แก้ปัญหาชั้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดไขมันส่วนเกิน ลดเหนียง ลดแก้ม ยกกระชับใบหน้า เห็นผลความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ทำ

5 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Ultraformer III และ Ultraformer MPT โดยโปรแกรม Ultraformer III เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกกระชับผิวหน้าและลดไขมันใต้ชั้นผิวหนังทุกระดับชั้นถึงชั้น SMAS ที่เป็นระดับเดียวกันกับชั้นที่ผ่าตัดดึงหน้า สามารถผลิตคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเข้มข้นแบบเฉพาะเจาะจง สามารถส่งความลึกไปยังตำแหน่งความลึกที่ต้องการได้ ซึ่งมีความปลอดภัยไม่กระทบต่อผิว ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น ส่วนโปรแกรม Ultraformer MPT เป็นโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาจากโปรแกรม Ultraformer III สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม โดย 4 โหมดดังนี้

  • Normal Mode – รูปแบบพลังงานที่ปล่อยออกมาจะเป็นจุดไข่ปลาคล้ายกับเส้นประ
  • MP Mode – Micro Pulse รูปแบบพลังงานจะเป็นเส้นตรง มีการสะสมพลังงานอย่างต่อเนื่อง
  • Ultra Boost Mode – Circular Dot รูปแบบการปล่อยพลังงานจะเป็นจุดไข่ปลาเรียงกันเป็นวงกลม
  • Ultra Boost MP Mode – Micro Pulse รูปแบบการปล่อยพลังงานจะเป็นเส้นวงกลม

6 . การลดเหนียงด้วยโปรแกรม Ultherary SPT เป็นการเลือกพลังงานและปรับเทคนิคให้เหมาะกับปัญหาผิวจริง เป็นเทคโนโลยีรุ่นใหม่โดยการใช้เทคนิค SPT

  • See คือ การสแกนผิวชั้นผิวแบบ Real Time ก่อนที่จะวางแผนการรักษา
  • Plan คือ การวางแผนการรักษาและเทคนิคการยิงพลังงานตามรูปหน้าและปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • Treat คือ การรักษาตามแผนที่วางไว้ให้เหมาะตามแต่ละบุคคล

7 . การลดเหนียงด้วยการฉีดเมโสแฟต คือ การฉีดยาสลายไขมันในชั้นไขมันโดยตรง ซึ่งจะคอยทำหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์ Coenzyme ในกระบวนการ Anabolism ช่วยลดเนื้อเยื่อไขมัน และลดการสังเคราะห์กรดไขมัน 

8 . การลดเหนียงด้วยการฉีดโบท็อกซ์ นอกจากจะเป็นวิธีการลดเหนียงแล้วก็ยังเป็นการยกกระชับใบหน้า ซึ่งจะเห็นผลใน 2 – 4 สัปดาห์ และจะอยู่ได้แค่ 3 – 4 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของโบท็อกซ์และวิธีการรักษา แต่การฉีดโบท็อกซ์ไม่ใช่การสลายไขมันโดยตรงจะเหมาะกับคนที่มีเหนียงเพราะผิวหย่อนคล้อยไม่ใช่การมีเหนียงเพราะไขมันส่วนเกิน

8 . การลดเหนียงด้วยการร้อยไหม คือ การใส่ไหมเข้าไปยังบริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน หรือ บริเวณที่หย่อนคล้อย หลังทำใบหน้าจะยกกระชับ กรอบหน้าชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ แต่การร้อยไหมไม่ได้สลายไขมันส่วนเกิน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินเยอะและแน่นจนเกินไป

9 . การดูดไขมัน คือ การดูดไขมันส่วนเกินโดยการใช้ท่อสอดเข้าไปบริเวณใต้คาง ซึ่งเป็นวิธีเร่งด่วนที่ได้ผลดี แต่ต้องพักฟื้น 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์

สรุปวิธีการลดเหนียง

เหนียงสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ก็สามารถหายได้ด้วยหลากหลายวิธีมีทั้งวิธีที่เห็นผลได้ทันที และต้องใช้เวลาเพื่อที่จะแสดงผลลัพธิ์ออกมา แต่ไม่ว่าอย่างไรการป้องกันไม่ให้เกิดเหนียงตั้งแต่แรกก็จะดีที่สุด และการป้องกันเหนียงสามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น การออกกำลังสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน การบริหารใบหน้าและลำคออย่างเป็นประจำ

การบริโภคแคลเซียมมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและบริหารจัดการโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้กระดูกเสื่อมสภาพและเปราะบางจนง่ายต่อการหักหรือแตก นี่คือคำอธิบายถึงการทำงานของแคลเซียมในด้านนี้และเหตุผลที่มันมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพกระดูก

ประโยชน์ของอาหารเสริมแคลเซียมที่มีต่อกระดูก

  • เสริมสร้างและรักษาความแข็งแรงของกระดูก: แคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลักของกระดูก. การบริโภคแคลเซียมในระดับที่เหมาะสมช่วยให้กระดูกแข็งแรงและหนาขึ้น ลดโอกาสในการเกิดกระดูกหักหรือแตก
  • การบริหารจัดการโรคกระดูกพรุน: ในผู้ที่มีโรคกระดูกพรุน, การบริโภคแคลเซียมอย่างต่อเนื่องและเพียงพอสามารถชะลอหรือบรรเทาการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเปราะบางของกระดูกในโรคนี้

คำแนะนำในการทานอาหารเสริมแคลเซียม

  • ปริมาณที่แนะนำ: ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 1,000 ถึง 1,200 มิลลิกรัมต่อวันตามอายุและเพศ. ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปีและผู้ชายที่อายุมากกว่า 70 ปีควรได้รับประมาณ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • แหล่งอาหาร: นมและผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น โยเกิร์ตและชีส) เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี อาหารอื่นๆ เช่น ผักใบเขียว ปลาที่กินได้พร้อมกับกระดูก, และน้ำที่เติมแคลเซียมก็เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีเช่นกัน

สิ่งที่ต้องระวังในการทานอาหารเสริมแคลเซียม

  • การบริโภคเกินขนาด: การบริโภคแคลเซียมมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อหัวใจและไต
  • การรับประทานพร้อมกับอาหารเสริมอื่นๆ: แคลเซียมอาจขัดขวางการดูดซึมของสารอาหารอื่นๆ เช่น เหล็ก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแคลเซียมและเหล็กพร้อมกัน

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทในการรักษาสุขภาพกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีประโยชน์ในการป้องกันและบริหารจัดการโรคกระดูกพรุน โดยช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและแข็งแรง การรับประทานแคลเซียมอย่างเพียงพอจึงมีความสำคัญต่อการรักษาและป้องกันการเสื่อมของกระดูก และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักหรือแตกได้การบริโภคอาหารแคลเซียมอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาสุขภาพกระดูกที่ดีและสามารถช่วยป้องกันหรือบริหารจัดการโรคกระดูกพรุนในระยะยาว

กรอบหน้าชัด ลดเหนียง

การทำกรอบหน้าชัด ลดเหนียงด้วยเทคนิคทางการแพทย์มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีเหมาะกับปัญหาและสภาพผิวของแต่ละบุคคล วิธีที่นิยมมีดังนี้

1. โบท็อกซ์ (Botox)

  • ช่วยลดกล้ามเนื้อบริเวณกราม ทำให้กรอบหน้าดูเรียวชัดเจนขึ้น
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ
  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน

2. ฟิลเลอร์ (Filler)

  • เติมเต็มบริเวณกรอบหน้า เช่น คางหรือขมับ เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูสมส่วน
  • ใช้ฟิลเลอร์ที่มีส่วนประกอบของกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid)
  • อยู่ได้นาน 6-18 เดือนขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์

3. การร้อยไหม (Thread Lift)

  • ยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย รวมถึงบริเวณเหนียง
  • ใช้ไหมละลายชนิดพิเศษ เช่น PDO หรือ PCL
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี

4. HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)

  • ยกกระชับผิวและลดไขมันใต้คางด้วยคลื่นอัลตราซาวนด์
  • ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีแผล
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน

5. Thermage

  • ใช้คลื่นวิทยุ (Radiofrequency) ในการกระตุ้นคอลลาเจนและลดไขมันส่วนเกินใต้ผิว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี

6. การดูดไขมันเหนียง (Liposuction)

  • วิธีศัลยกรรมที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินบริเวณเหนียงอย่างถาวร
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินใต้คางจำนวนมาก

7. การฉีดสลายไขมัน (Mesotherapy หรือ Fat-dissolving Injections)

  • ฉีดสารสลายไขมัน (เช่น Phosphatidylcholine หรือ Deoxycholate) เพื่อลดไขมันบริเวณเหนียง
  • เห็นผลหลังทำ 3-5 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน

8. Ultherapy

  • ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์พลังงานสูงยกกระชับผิวและลดเหนียง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลาง
  • ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี

9. การผ่าตัดกรอบหน้า (Facial Contouring Surgery)

  • การศัลยกรรมเพื่อลดกระดูกกรามหรือคางที่ไม่สมส่วน
  • ให้ผลลัพธ์ถาวร แต่ต้องใช้เวลาพักฟื้น

การเลือกวิธีการทำกรอบหน้าชัด ลดเหนียง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปัญหาและเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดตามโครงสร้างใบหน้าและปัญหาที่คุณกังวล นอกจากนี้การดูแลตัวเองหลังการทำหัตถการก็มีความสำคัญในการรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้น

image001

สำหรับใครที่ ไม่กล้าจะไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจช่องคลอดนั้น วันนี้เราก็จะมีวิธีในการตรวจช่องคลอด หรือตรวจภายในเบื้องต้นมาฝากกัน เพราะว่าการตรวจช่องคลอดเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจึงไม่ควรที่จะเลย ลองมาดูกันว่าตรวจช่องคลอดแบบง่ายๆทำได้ด้วยตนเอง ทำอย่างไรกันบ้าง

ขั้นตอนแรกเลย เราก็ต้องล้างมือให้สะอาดก่อน จากนั้นนั่งหรือนอนให้เห็นอวัยวะเพศได้ดีที่สุด แล้วเอากระจกมา 1 บานเพื่อส่องดู จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งที่ถนัดแยกแคมใหญ่ทั้งสองข้างออกจากกัน แล้วมองและคลำดูว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ อาทิเช่น พวกก้อน ตุ่มแดง รอยบวม ฯลฯ

ในขั้นตอนต่อมา ให้ใช้นิ้วแยกแคมเล็กออกจากกัน ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ แบบเดียวกับขั้นตอนที่แล้ว ตรวจดูที่บริเวณรู ท่อปัสสาวะว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ และใช้มือดึงผิวหนังที่คลุมบริเวณคลิตอริสขึ้นไป เพื่อตรวจดูมีแผลหรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่ จากนั้นใช้นิ้วมือสองนิ้วสอดเข้าไปในช่องคลอด กดแยกหนังช่องคลอดออกจากกัน สังเกตตกขาว ถ้าเป็นสีขาวขุ่น เป็นมูกเหนียวหรือมูกใส มีกลิ่นคาวเล็กน้อย แสดงว่าเป็นปกติ แต่ถ้ามีอาการที่ผิดจากนั้น แสดงว่าผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ หลังจากนั้น ให้ใช้นิ้วมือคลำบริเวณส่วนล่างของแคมใหญ่ทั้งสอง ลองสังเกตว่ามีความผิดปกติใดๆหรือไม่

เห็นไหมว่าการตรวจช่องคลอด และตรวจภายในด้วยตนเอง สามารถทำได้ด้วยวิธีการง่ายๆไม่ยากเลย สาวๆคนไหนที่ยังไม่เคยตรวจ ก็ให้ลองตรวจดูก่อนนะ เพราะว่าเป็นการตรวจเพื่อหาอาการผิดปกติเบื้องต้น แต่ถ้าสาวๆคนไหนไม่กล้าทำ ก็แนะนำว่า ให้ลองไปพบแพทย์ดู เพื่อตรวจช่องคลอด

Women doing yoga.

โยคะ ถือว่าเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างหนึ่งซึ่งไม่ว่าใครทั้งหญิง หรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ กำลังไห้ความนิยมเป็นอย่างมาก ภายใต้สังคมที่รีบร้อนเร่งเร้า โยคะ จะช่วยทำให้จิตเราเย็นลงได้และยังช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัด หรือ ว่าโรคอื่นๆ แต่จะเป็นอย่างไปได้อย่างไรเรามาทำความเข้าใจ

  1. เล่น โยคะ รักษาโรคภายใน

อย่าลืมว่าโยคะ คือการออกกำลังกายที่ต้องรักษาสมดุล ทั้งการเคลื่อนไหว และลดหายใจเป็นหลัก จึงยังมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ และอวัยวะต่าง ๆ ฉะนั้นไม่แปลกที่โยคะจะสามารถรักษาโรค ไข้หวัด ความดันโลหิตสูงเบาหวานหลอดลมอักเสบหอบหืดรอบเดือนมาไม่ปกติกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือแม้กระทั่งท้องผูกโยคะมีการฝึกหายใจเป็นหลักเมื่อผู้ฝึกสามารถหายใจได้ยาวและลึกขึ้นกว่าเดิม การหายใจช้า ๆ และลึก จะช่วยเสริมสร้างการไหลเวียนของเลือดที่ดี เมื่อเลือดดีส่วนต่างก็จะได้รับการหล่อเลี้ยงสารอาหารที่ดี และยังสามารรถระงับความรุนแรงของความโกรธให้ทุเลาลงได้

  1. เล่น โยคะ รักษาโรคภายนอก

โยคะคือการออกกำลังกายเพื่อให้รายกายสามารถปฏิบัติตามความต้องการของผู้ฝึกเป็นหลักการเคลื่อนที่ถูกต้อง ช้าๆ และสามารถควบคุมได้อย่างแท้จริง จึงสามารถช่วยลดอาการปวดคอปวดเอวปวดหลัง รักษาอาการปวดข้อต่อ กล้ามเนื้อ สะโพก หรือกระตูกส่วนต่างๆทั่วทั้งร่างกายได้

แต่โยคะจำเป็นต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ทั้งทางด้านจิตใจและสมรรถนะของร่างกาย ฉะนั้นเราจึงมีความอดทนค่อยๆเป็นค่อยๆไป หมั่นฝึกซ้อมอยู่สม่ำเสมอ อาการเจ็บป่วยหรือโรคร่างต่างๆก็จะสามารถทุเบาลงไปได้  และเมื่อร่างกายแข็งแรง ไข้หวัด ก็ไม่ถามหา ดังนั้น โยคะจึงช่วยรักษาโรคร้ายได้จริง